วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556







 มาเติมสิ่งดีๆ ให้กับกระเพาะอาหารและสำไส้ หลายคนอาจทราบว่า โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว เป็นอาหารอีกชนิดที่ดีต่อสุขภาพ แต่ที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้น ไม่ใช่ทุกชนิดที่ทานแล้วได้ประโยชน์จริงๆ

          "โยเกิร์ต (Yoghurt) และนมเปรี้ยว (Drinking yoghurt)" เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนมสด หรือนมพร่องมันเนย โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส และสเตรปโตคอคคัส เป็นหลัก ใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ จากนั้นแบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติค จนมีภาวะกรด และมีรสเปรี้ยว โดยความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 3.8-4.6 หลังนำแบคทีเรียข้างต้นไปหมักกับนมก็จะได้เป็นนมเปรี้ยว ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรกเป็น ‘นมเปรี้ยว’ ที่มีลักษณะเป็นน้ำคล้ายเครื่องดื่ม อีกชนิดหนึ่งเป็นนมเปรี้ยว ที่มีลักษณะเหลวข้นที่เรียกว่า ‘โยเกิร์ต’ นั่นเองครับ

           โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวยังได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดอาหารมีประโยชน์ที่ผลิตจากนมโค อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารครบถ้วนเทียบเท่ากับนมโคสด และในบางตำรายังกล่าวว่า ให้คุณค่าทางโภชนาการดีกว่านมสด เช่น โปรตีนเคซีนในนมเปรี้ยวจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อร่างกายได้ดีกว่า เพราะย่อยสลายได้ง่ายกว่า

          สำหรับโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่เราคุ้นเคยกันอยู่นั้น อาจไม่ใช่โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่กำลังจะกล่าวถึง เพราะจุดประสงค์ของการทานโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่ถูกต้อง คือ ทานแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตจำนวนมาก (ประมาณหมื่นล้านตัวต่อกรัม) เพื่อหวังผลต่อสุขภาพ

           ส่วนโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่เราซื้อหากันในท้องตลาด ส่วนใหญ่ทำขึ้นโดยการปรุงแต่งรสชาติให้อร่อย บางชนิดไม่สมควรเรียกว่าโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวด้วยซ้ำ เพราะนำไปฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูงและนำมาบรรจุกล่อง ซึ่งแท้ที่จริงน่าจะเรียกว่าส่วนน้อยของโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวมากกว่า แถมบางชนิดใส่น้ำตาลมากไปจนน่าสงสัยว่าจะได้ประโยชน์จากโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวจริงๆ หรือไม่ และบางชนิดมีการเจือจางจนปริมาณแบคทีเรียเหลือจนอยู่น้อยมาก

          ดังนั้นโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่ดี ไม่ควรมีส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปเจือปน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล สี สารเจลาติน กลิ่น รสสังเคราะห์ เพราะทำให้คุณค่าของโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวด้อยลง แม้ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยต่อโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวรสธรรมชาติ แต่ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ท่านก็จะสามารถทานโยเกิร์ตธรรมชาติด้วยความสบายใจและอร่อยกันครับ

มาดูกันต่อนะครับว่า โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไร

           1. โยเกิร์ตย่อยง่าย เพราะน้ำตาลแลคโตสเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นมหรือท้องเสียถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนี้แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนนม ที่ชื่อ เคซีน ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแลคโตสและโปรตีนเคซีน
            2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้ โดยกรดแลคติคจะช่วยต่อต้านจุลชีพที่อาจให้โทษต่อร่างกาย เช่น เชื้อซัลโมเนลา, อี โคไล, โคลินแบคทีเรีย ทำให้เชื้อเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ เราจึงควรทานโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีกลุ่มแบคทีเรียที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้
            3. เป็นแหล่งวิตามินบี โดยเฉพาะวิตามิน บี1(ไรโบฟลาวิน) แบคทีเรียในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวยังช่วยสังเคราะห์วิตามินบี และวิตามินเค ในลำไส้
            4. ช่วยรักษาอาการท้องเสีย ท้องเดิน และแผลในกระเพาะอาหาร จากการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยเด็กหายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้น หลังจากได้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว
            5. ร่างกายดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น กรดแลคติคในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวช่วยทำให้การ

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



เกร็ดอาหารเพือสุขภาพ


ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับ ประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. 
เปลี่ยน น้ำมันที่ใช้ปรุง
อาหาร 
ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วย
การดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง 
ผักใบ เขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและ กระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลา ขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ด ทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำ ชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กิน ให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากส เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่าง น้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กิน ถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุก วัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
 

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


สารสนเทศศาสตร์เบื้องต้น
   ความหมายสารสนเทศ
             สารสนเทศ มาจากคำสองคำคือ สาร และ สารสนเทศ ซึ่งสารหมายถึง แก่นเนื้อแท้ที่แข็ง แก่นสารส่วนสำคัญ และสนเทศหมายถึง คำสั่ง ข่าวสาร เมื่อรวมกันเป็นคำว่า สารสนเทศ จะมีความหมายว่า แก่นหรือเนื้อหาที่เป็นข้อมูล ข้อเท็จจริงข่าวสาร ข้อความหรือเอกสารที่บันทึกข้อความซึ่งแจ้งให้ทราบ
          สารสนเทศหมายถึง ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกรวบรวมไว้และผ่านการประมวลผลข้อมูลเพื่อนำมาเรียบเรียงไว้เพื่อนำมาตีพิมพ์และเผยแพร่ในรูปแบบของวัสดุตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์
สาเหตุที่ทำให้เกิดสารสนเทศ
1. เมื่อมีวิทยาการความรู้ หรือสิ่งประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมกันนั้น ก็จะเกิด สารสนเทศมาพร้อมๆ กันด้วย จากนั้นก็จะมีการเผยแพร่ หรือกระจายสารสนเทศ เกี่ยวกับ วิทยาการความรู้ หรือสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ชนิดนั้นๆไปยัง แหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
               2. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิตสารสนเทศ เนื่องจากมี ความสะดวกในการป้อน ข้อมูล การปรับปรุงแก้ไข การทำซ้ำ การเพิ่มเติม ฯลฯ ทำให้มีความ สะดวกและง่ายต่อการผลิตสารสนเทศ
3. เทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีความสามารถในการผลิตสารสนเทศสูงขึ้น สามารถผลิตสารสนเทศได้ครั้งละจำนวน มากๆ ในเวลาสั้นๆ มีสีสันเหมือนจริง ทำให้มีปริมาณสารสนเทศใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
4. เทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่มีความเร็วในการสื่อสารสูงขึ้น สามารถเผยแพร่สารสนเทศ จากแหล่งหนึ่ง ไปยัง สถานที่ต่างๆ ทั่วโลกในเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งสามารถส่งผ่านข้อมูลได้อย่างหลากหลาย รูปแบบ พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน
5. ผู้ใช้มีความจำเป็นต้องใช้สารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อการค้นคว้าวิจัย เพื่อการ พัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อการ ตัดสินใจ เพื่อการแก้ไขปัญหา เพื่อการปฏิบัติงาน หรือปรับปรุง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน, การบริหารงาน ฯลฯ
   6. ผู้ใช้มีความต้องการใช้สารสนเทศ เพื่อตอบสนองความสนใจ ต้องการทราบแหล่งที่อยู่ของสารสนเทศ ต้องการเข้าถึงสารสนเทศ ต้องการสารสนเทศที่มาจากต่างประเทศ ต้องการสารสนเทศอย่างหลากหลาย หรือต้องการ สารสนเทศอย่างรวดเร็ว เป็นต้น
ประวัติและพัฒนาการของสารสนเทศศาสตร์
สารสนเทศศาสตร์เป็น สาขาวิชาที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ ในระยะแรกมีการสอนสารสนเทศศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งในโรงเรียนบรรณารักษ์ศาสตร์ และมีการพัฒนาทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบรรณารักษ์ศาสตร์และจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมหลายๆด้าน ทั้งจากที่มีสารสนเทศและความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ทำให้สารสนเทศศาสตร์มีการพัฒนาขึ้นในด้านต่างๆมากมาย พัฒนาการของสารสนเทศแบ่งออกเป็น 2 ระยะดังนี้
1.พัฒนาการสารสนเทศศาสตร์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
                  สารสนเทศศาสตร์มีการพัฒนาในด้านความคิดและแนวทางการดำเนินการตั้งแต่ ค.ศ.1895 เป็นแนวความคิดเรื่องการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการค้นสารสนเทศจากการที่มีการผลิตสารสนเทศจำนวนมากในหลายประเทศ ทำให้มีผู้คิดค้นเรื่องการควบคุมบรรณานุกรม การดำเนินงานเกี่ยวกับเอกสาร ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสารสนเทศศาสตร์
2.พัฒนาการสารสนเทศศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
          พัฒนาการด้านงานวิชาชีพสารสนเทศศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการวิจัยและศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูประเทศและสังคม การผลิตสารสนเทศก้าวหน้าไปมาก และเกิดสารสนเทศขึ้นมากมายหลายรูปแบบที่เรียกกันว่า สารสนเทศท่วมท้น หลังเกิดสงครามทำให้มีความต้องการใช้สารสนเทศเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านต่างๆมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาในการจัดเก็บรวบรวมสารสนเทศที่มีจำนวนมากรวมทั้งการดำเนินงานทางเทคนิคและให้บริการสารสนเทศ ความพยามแก้ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้สารสนเทศในการดำเนินการโดยได้แนวคิดเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ แมมเมกซ์ เพื่อการจัดเก็บและค้นสารสนเทศ ซึ่งต่อมาเป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการคัดเลือก รวบรวม จัดเก็บวิเคราะห์ ประมวล และพัฒนาการค้นคืนสารสนเทศเกิดระบบการค้นคืนสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในช่วงก่อนที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการสืบค้นสารสนเทศ มีผู้คิดค้นและนำวิธีการหลากหลายรูปแบบในการจัดทำเครื่องมือในการค้น พีก-อะบู(Peek-a-Boo) หรือการเจาะบัตรบันทึกหัวเรื่อง บอกตำแหน่งเอกสารได้หลายเล่มในหัวเรื่องเดียวกันและบัตรเจาะริม เป็นบัตรที่ริมบัตรแต่ละใบเจาะรูไว้เพื่อบอกรหัสแทนเรื่องของเอกสารแต่ละเล่ม
        การใช้คอมพิวเตอร์จัดทำเครื่องมือแบบควิก และ ควอก เริ่มโดย ฮันส์ ปีเตอร์ ลุ่น เป็นการนำคำสำคัญทุกคำจากชื่อเรื่องของบทความหรือเอกสารมาหมุนเวียนเป็นศัพท์ดรรชนีและได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
          ในช่วงกลาง ค.ศ. 1960 อัลเลน เค้นท์ ได้เสนอโปรแกรมวิชาเพื่อเปิดสอนในมหาวิทยาลัย และได้มีการขยายการเปิดสอนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในหลายๆที่
ความสำคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและมีคุณค่าการที่มนุษย์จะดำรงชีวิตที่ดีได้ในสังคมโลกที่สภาวการณ์ต่างๆปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วมนุษย์ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตนเองให้ทันต่อเหตุการณ์และเหมาะสมกับสภาพ สารสนเทศมีความสำคัญดังนี้
      1.ช่วยลดความเสี่ยงในการสินใจหรือชี้แนวทางในการแก้ปัญหา             
      2.ช่วยสนับสนุนการจัดการหรือการดำเนินงานขององค์การให้มีประสิทธิภาพ                                                                                                
      3.ใช้ทดแทนทรัพยากรทางกายภาพเช่นกรณีการเรียนทางไกล                               
     4.ใช้ในการกำกับติดตามการปฏิบัติงานและการตัดสินใจเพื่อดูความก้าวหน้าของงาน
ทรัพยากรสารสนเทศ
ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึงสื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลความรู้ในเรื่องต่างๆ ดังนั้นทรัพยากรสารสนเทศจึงเปรียบเสมือนตัวกลางที่ใช้ในการเผยแพร่กระจายความรู้ของบุคคลหนึ่งไปยังคนอื่นๆที่ต้องการรับความรู้นั้น สามารรับความรู้ที่บันทึกอยู่ในทรัพยากรสารสนเทศได้หลายลักษณะทั้งเป็นข้อความ ภาพ และเสียง ทรัพยากรสารสนเทศแบ่งได้3ประเภทดังนี้
 1. วัสดุตีพิมพ์
           วัสดุตีพิมพ์  หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร  ภาพและสัญลักษณ์อื่นๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ  วารสาร  หนังสือพิมพ์  กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดังนี้
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์
          วัสดุไม่ตีพิมพ์ ทรัพยากรสารสนเทศที่บันทึกไว้ในสื่อที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตีพิมพ์  เป็นทรัพยากรที่สามารถสื่อความหมายของข้อมูลที่บันทึกไว้โดยอาศัยภาพและเสียง สัญลักษณ์ ได้แก่
          1. ต้นฉบับตัวเขียน
                   ต้นฉบับตัวเขียน(manuscript)คือทรัพยากรสารสนเทศที่จัดทำขึ้น โดยใช้ลายมือเขียน ได้แก่ หนังสือที่จัดทำในสมัยโบราณก่อนที่จะมีการพิมพ์ โดยการใช้จาร หรือสลักลงบนวัสดุต่าง ๆ เช่น สมุดข่อย ใบลาน แผ่นปาปิรัส (papyrus) แผ่นดินเหนียว แผ่นหนังสัตว์ ศิลาจารึก เป็นต้น
        2. โสตวัสดุ
                    โสตวัสดุ  (audio materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ใช้เสียงเป็นสื่อในการถ่ายทอดสารสนเทศเช่น แผ่นเสียง แถบบันทึกเสียงหรือเทปบันทึกเสียง แผ่นซีดี เป็นต้น

3.ทรัพยากรอิเลกทรอนิกส์
          ทรัพยากรที่ต้องใช้ระบบแสงเลเซอร์ หรือคอมพิวเตอร์ช่วยในการบันทึก สารสนเทศ รวมทั้งช่วยในการฟังและการอ่านด้วย เป็นทรัพยากรที่มีการบันทึก สารสนเทศในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งสามารถบันทึกได้ทั้งที่เป็น ตัวอักษร ตัวเลข รูปภาพ โดยเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์  (E-book)  ฐานข้อมูลออนไลน์ เป็นต้น
การเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศ
             เราสามารถเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้
  1. มีความสอดคล้องกับเนื้อหาสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ถ้าต้องการสารสนเทศเฉพาะวิชา ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศประเภทหนังสืออ้างอิง ตำราและวารสารวิชาการ มากกว่าประเภทหนังสือทั่วไปและนิตยสาร หากต้องการสารสนเทศที่แสดงความสัมพันธ์ของเรื่องราวอย่างชัดเจน   ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นภาพเคลื่อนไหวเช่น วีดิทัศน์ วีซีดีหรือ ดีวีดี เป็นต้น หากต้องการฟังการบรรยาย เพลง ดนตรี ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่มีบันทึกเสียง เช่น เทป ซีดี หรือ วีซีดี เป็นต้น
2. การพิจารณาความน่าเชื่อถือในตัวทรัพยากร ผู้เรียนจะต้องพิจารณาจากชื่อเสียง ประสบการณ์หรือคุณวุฒิของผู้แต่ง สำนักพิมพ์หรือผู้ผลิตทรัพยากรสารสนเทศด้วย เช่น หนังสืออ้างอิงจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหนังสือทั่วไป เพราะเขียนและรวบรวมโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาวิชาชีพบรรณารักษ์
  ความหมายของบรรณารักษ์
              บรรณารักษ์  คือ บุคคลที่มีความเป็นมืออาชีพในการจัดการข้อมูลในด้านบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ โดยส่วนใหญ่แล้วบรรณารักษ์มักจะทำงานในห้องสมุดสาธารณะ ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งห้องสมุดในบริษัทต่างๆ รวมไปถึงโรงพยาบาล บรรณารักษ์มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ที่มาใช้บริการทราบข้อเท็จจริง จัดหาสารสนเทศและค้นทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่าง ๆ ทั้งหนังสือ วารสาร เว็บไซต์และสารสนเทศอื่น ๆ พิจารณาหนังสือ นิตยสาร ภาพยนตร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โดยการจัดซื้อ จัดการหนังสือและทรัพยากรอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการ
การทำงานของบรรณารักษ์
              บรรณารักษ์มีหน้าที่ช่วยให้คนทราบข้อเท็จจริง  จัดหาสารสนเทศและค้นทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่าง ๆ ทั้งหนังสือ วารสาร เว็บไซต์และสารสนเทศอื่น ๆ  พิจารณาหนังสือ นิตยสาร ภาพยนตร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โดยการจัดซื้อ จัดการหนังสือและทรัพยากรอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการ   ส่วนใหญ่ทำงานเป็นกลุ่มหรือหน้าที่รับผิดชอบจะเกี่ยวข้องกัน เช่น  บรรณารักษ์บางคนทำงานเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะสาขา  เช่น ศิลปะ  งานที่เกี่ยวกับเด็ก การอ่านและการสอนเกี่ยวกับหนังสือ  การวิจัย บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุดประชาชน  ทำงานในโรงพยาบาล ธุรกิจ และสถานที่อื่น ๆ ที่ผู้คนต้องการค้นหาสารสนเทศด้วยความรวดเร็ว  ปัจจุบัน ห้องสมุดส่วนใหญ่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้สำหรับการปฏิบัติงาน จนบางครั้งสามารถพัฒนาฐานข้อมูลและเว็บไซต์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ
จรรยาบรรณของบรรณารักษ์
            การทำงานด้านบริการสารนิเทศ ผู้ให้บริการจะต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปจากบรรณารักษ์ด้านอื่น ๆ ดังนั้นสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนดจรรยาบรรณของบรรณารักษ์ไว้ดังนี้
    หมวดที่ 1 จรรยาบรรณต่อผู้ใช้
1.ให้คำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ใช้ก่อนสิ่งอื่นใด
2. ให้ใช้วิชาชีพที่ได้ศึกษามาให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้อย่างเต็มความสามารถ
3. ให้ความเสมอภาคแก่ผู้ใช้โดยไม่คำนึง ฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา สังคมและลัทธิการเมือง
    หมวดที่ 2 จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
1. ไม่ประพฤติหรือกระทำผิดใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในวิชาชีพแห่งตน
2. ต้องศึกษาและแสวงหาความรู้ เพื่อให้ตนมีวุฒิเข้าขั้นมาตรฐาน ที่สถาบันวิชาชีพกำหนดไว้ และหมั่นเพียรฝึกฝนทักษะ  ตลอดจนหาวิธีการใหม่ ๆ มาใช้ในการปฏิบัติงาน
3. ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่งเสริมเกียรติคุณของวิชาชีพผู้ร่วมอาชีพและเพื่อพัฒนาวิชาชีพ
4. ไม่ฝักใฝ่ในการเพิ่มพูนฐานะทางเศรษฐกิจส่วนตน จนเป็นการบั่นทอนการปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบ
หมวดที่ 3 จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมงาน
1. ให้ความยกย่องและนับถือผู้ร่วมงานและผู้ร่วมอาชีพทุกระดับที่มีความรู้ ความสามารถและความประพฤติดี
2. ให้ความเคารพและยอมรับในข้อตกลงที่เป็นมติของที่ประชุม
3. รักษาและแสวงหามิตรภาพระหว่างผู้ร่วมงานและผู้ร่วมอาชีพ
4. ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องยึดมั่นในคุณธรรมในการปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มีอคติในการแต่งตั้งการพิจารณาความดีความชอบและการลงโทษ

หมวดที่ 4 จรรยาบรรณต่อสถาบัน
1. รักษาประโยชน์และชื่อเสียงของสถาบัน และไม่กระทำการอันใด ที่จะเป็นทางทำให้เกิดความเสื่อมเสีย
2. ร่วมมือและปฏิบัติด้วยดีตามนโยบายที่ผู้บังคับบัญชาได้รับมา เพื่อความก้าวหน้าของสถาบันโดยรวม
3. ไม่พึงใช้ชื่อและทรัพยากรของสถาบันเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะโดยมิชอบ

หมวดที่ 5 จรรยาบรรณต่อสังคม

1. บรรณารักษ์ควรเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทภาระหน้าที่ที่มีต่อการพัฒนาท้องถิ่น และการพัฒนาประเทศ
2. พร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของชุมชน ด้วยการใช้วิชาชีพโดยสุจริตและไม่เป็นการเสียหายต่อภาระหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่
3. ควรพยายามป้องกันมิให้กิจกรรมใดๆ ที่เป็นภัยต่อสังคมแฝงไปในการดำเนินงานห้องสมุด
ปรัชญาวิชาชีพบรรณารักษ์
              ปรัชญาวิชาชีพบรรณารักษ์ หมายถึงแนวความคิดหรือแนวทางความเชื่อเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในวิชาชีพบรรณารักษ์ หรือหลักสำหรับยึดถือเป็นแนวในการปฏิบัติ ซึ่งรังกานาธาน บรรณารักษ์ชาวอินเดียได้สรุปแนวปฏิบัติไว้  5 ประการดังนี้
1.  หนังสือมีไว้ใช้ประโยชน์ (Books are for use) หนังสือทุกเล่มในห้องสมุดจะให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ความคิด ความจรรโลงใจ หรือความบันเทิง

2. ผู้อ่านแต่ละคนมีหนังสือที่ตนจะอ่าน (Every reader his book) ห้องสมุดจะต้องพยายามจัดหาหนังสือให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ

3.  หนังสือทุกเล่มมีผู้อ่าน (Every books its reader) ห้องสมุดจะต้องพยายามช่วยให้หนังสือทุกเล่มในห้องสมุด ได้มีผู้อ่านเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หนังสือเล่มที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
4. ประหยัดเวลาของผู้อ่าน (Save the time of the reader) พยายามหาวิธีการต่าง ๆที่จะช่วยให้ผู้ใช้พบกับหนังสือเล่มที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

5. ห้องสมุดเป็นสิ่งเจริญเติบโตได้ (Library is growing organism) หรือห้องสมุดเป็นสิ่งมีชีวิต ห้องสมุดจะต้องพยายามจัดหาหนังสือและวัสดุเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ
ความรับผิดชอบเพิ่มเติม
         บรรณารักษ์ที่มีประสบการณ์อาจใช้เวลาการบริหารงานดังกล่าวเป็นกรรมการห้องสมุดหรือข้อมูล ที่คล้ายกันกับการจัดการขององค์กรอื่น ๆ ที่พวกเขามีความกังวลกับการวางแผนระยะยาวของห้องสมุดและความสัมพันธ์ของตนกับองค์กรแม่ (เมืองหรือเขตสำหรับห้องสมุดประชาชนวิทยาลัย / มหาวิทยาลัยสำหรับห้องสมุดวิชาการหรือ องค์กรที่ให้บริการโดย ไลบรารีพิเศษ ) ในห้องสมุดขนาดเล็กหรือเฉพาะบรรณารักษ์มักจะมีประสิทธิภาพที่หลากหลายของหน้าที่ที่แตกต่างกัน
 ตัวแทนตัวอย่างของความรับผิดชอบบรรณารักษ์
- ค้นคว้าข้อมูลในหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งของพวกเขา
- หมายถึงลูกค้า องค์กรชุมชน และ รัฐบาล สำนักงาน
- แนะนำหนังสือที่เหมาะสม ("ผู้อ่านที่ปรึกษา") สำหรับเด็กระดับการอ่านที่แตกต่าง- - - กันและแนะนำ นิยาย สำหรับการอ่านสันทนาการ
- อำนวยความสะดวกและส่งเสริมการอ่านสโมสร
- การพัฒนาโปรแกรมสำหรับผู้ใช้ห้องสมุดของทุกเพศทุกวัยและภูมิหลัง
- จัดการการเข้าถึงแหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
สรุป
       สารสนเทศศาสตร์ หมายถึง ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกรวบรวมไว้และผ่านการประมวลผลข้อมูลเพื่อนำมาเรียบเรียงไว้เพื่อนำมาตีพิมพ์และเผยแพร่ในรูปแบบของวัสดุตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์ และ ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึงสื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลความรู้ในเรื่องต่างๆ ทรัพยากรสารสนเทศจึงเปรียบเสมือนตัวกลางที่ใช้ในการเผยแพร่กระจายความรู้ของบุคคลหนึ่งไปยังคนอื่นๆที่ต้องการรับความรู้นั้น สามารรับความรู้ที่บันทึกอยู่ในทรัพยากรสารสนเทศได้หลายลักษณะทั้งเป็นข้อความ ภาพ และเสียง
       บรรณารักษ์ศาสตร์ หมายถึง บุคคลที่มีความเป็นมืออาชีพในการจัดการข้อมูลในด้านบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ บรรณารักษ์มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ที่มาใช้บริการทราบข้อเท็จจริง จัดหาสารสนเทศและค้นทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่าง ๆ ทั้งหนังสือ วารสาร เว็บไซต์และสารสนเทศอื่น ๆ







วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556




นอนน้อย นอนไม่หลับ เรื่องใหญ่มากกว่าที่คิด

นอน ใครไม่เคยนอนเป็นไปไม่ได้ เพราะการนอนเป็นกระบวนการพักผ่อนในรูปแบบหนึ่งของร่างกาย ลองสังเกตดู หากใครได้นอนเต็มอิ่ม 8-10 ชั่วโมง วันรุ่งขึ้น จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดใส มีพลังสมองและพลังกายสำหรับดำเนินชีวิตหรือทำกิจกรรมระหว่างวัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่สำหรับคนที่นอนน้อย หรือนอนไม่ค่อยหลับ จะให้ผลที่ตรงกันข้ามในทันที และที่สำคัญ หากสะสมในระยะยาว จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนยากที่จะแก้ไขฟื้นฟู

นอนน้อย นอนไม่หลับ เป็นปัญหาใหญ่ที่นับวันจะส่งผลต่อใครหลาย ๆ คนมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขัน และความกดดันสูง ย่อมส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป การทำงานที่หนักขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน นอนได้น้อย นอกจากนี้ความเครียดจากการทำงานยังส่งผลให้เกิดภาวะนอนไม่หลับ หรือหลับไม่ได้ไม่เต็มที่อีกด้วย

ตามปกติ ร่างกายคนเราต้องการเวลา "นอน" ประมาณวันละ 8 - 10 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้ตามเวลานี้ ร่างกายจะตอบสนองโดยการเพิ่มเวลาในการพักผ่อนให้กับตัวเองมากขึ้น โดยจะปรากฏอยู่ในรูปแบบการงีบหลับตอนกลางวัน หรือร่างกายสั่งให้เราง่วงเร็วขึ้น เพื่อที่ร่างกายจะได้พักผ่อน และซ่อมแซมตัวเอง

แต่หากเรายังฝืน ไม่ทำตามที่ร่างกายสั่ง สภาพภายในร่างกาย ตั้งแต่เซลล์ ไปจนถึงระบบอวัยวะต่าง ๆ ไม่ได้มีโอกาสพักเพื่อซ่อมแซมตัวเอง มาดูกันว่า หากเราอดนอน จะทำให้เราต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

1.ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี โดยเฉพาะลำไส้ จะทำงานแปรปรวน เมื่อสะสมไปนาน ๆ ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบได้

2.อาการท้องผูก เนื่องจากกระเพราะอาหารและลำไส้ ต้องทำงานแทบจะตลอดเวลา เมื่อเรานอนดึก เรามักจะหาอะไรทานในตอนกลางคืน กระเพาะอาหารและลำไส้ก็จะต้องทำงาน และใช้เวลาราว ๆ 2-3 ชั่วโมง เมื่อตื่นเช้าเราก็ต้องทานอาหารอีกครั้ง กระเพาะอาหารและลำไส้ก็ต้องทำงานอีก นั่นทำให้กระเพาะและลำไส้ล้า ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ จึงเกิดอาการท้องผูกตามมา

3.ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยปกติ ตับจะช่วยทำความสะอาดซ่อมแซม ฟื้นฟูร่างกายตอนหลับ ถ้าอดนอนมาก ๆ ตับจะไม่ทำงาน ส่งผลให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำและเกิดรอยคล้ำใต้ตา

4.ปัสสาวะบ่อย การนอนดึก จะทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้น เมื่อดื่มน้ำมาก ก็จะปัสสาวะมาก ทำให้เสียเกลือแร่โดยไม่จำเป็นตามไปด้วย

5.เกิดอาการเบลอ เนื่องจากสมองไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ ความสามารถในการใช้สมองจะต่ำลง จึงเกิดอาการเบลอขึ้นในระหว่างวัน

6.เกิดสิว เกิดจากการระบายของเสียทางผิวหนังเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สิ่งสกปรกและไขมันเกิดอุดตัน ในบางราย แค่นอนดึกเพียงคืนเดียว ก็ทำให้มีสิวขึ้นได้

7.เกิดโรคอันตรายต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไปจนถึงโรคมะเร็ง เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิง มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมสูง จากการศึกษา ผู้หญิงที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ส่งผลให้ฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งปกติจะหลั่งตอนหลับ และเป็นสารยับยั้งการก่อมะเร็งเต้านม ไม่สามารถทำงานได้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนอื่น


สาเหตุที่นำไปสู่การนอนไม่หลับ

เราสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ คือ

1.ปัจจัยภายใน นั่นคือเกิดจากความผิดปกติของตัวคนนั้นเอง ซึ่งมีอยู่หลากหลายสาเหตุเช่นกัน ได้แก้
- มีอาการของโรคบางอย่าง เช่น นอนกรนเสียงดัง โรคถุงลมโป่งพอง โรคสมองเสื่อม
- เป็นอาการที่มาจากโรคทางจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า
- การอดนอนจนเป็นนิสัย
- เคยนอนไม่หลับอยู่ช่วงหนึ่ง จนกังวลว่าจะนอนไม่หลับ ทำให้นอนไม่หลับขึ้นมาจริง ๆ

2.ปัจจัยภายนอก สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเครียด ความกังวล สภาพแวดล้อมการนอนไม่ดี มีเสียงดังรบกวนการนอนตลอดเวลา หรือแม้แต่การติดสารบางอย่าง เช่น ยานอนหลับ หรือสุรา ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้

นอกจากนี้เรายังสามารถแบ่งประเภทของอาการนอนไม่หลับได้ 3 ประเภท คือ


1.การนอนไม่หลับแบบชั่วคราว คือ การนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน แต่ไม่ถึงหลายสัปดาห์ ส่วนมากแล้วมักจะเกิดมาจากความเครียด ความกังวลใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นเองในไม่กี่วัน

2.การนอนไม่หลับแบบระยะต่อเนื่อง คือการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทั้งนี้อาจมีการปัญหาทางด้านสุขภาพ หรือแม้แต่เครียดมาก ๆ ต่อปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ คนที่มีอาการเหล่านี้จำเป็นต้องเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื้องรัง

3.การนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง คนกลุ่มนี้จะมีอาการนอนไม่หลับต่อเนื่องเกือบทุกคืน ติดต่อกันหลายเดือน นานจนอาจเป็นปี สาเหตุนั้นจะซับซ้อนมากขึ้น บางกรณีอาจมาจากความผิดปกติทางร่างกาย เช่น การหายใจผิดปกติขณะหลับ กล้ามเนื้อขากระตุกเป็นพัก ๆ ระหว่างนอน อาการปวดต่าง ๆ หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจหรือโรคปอด เป็นต้น

การรักษาอาการโรคนอนไม่หลับอย่างไรดี

เริ่มต้นด้วยการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน ถ้าหากอาการนอนไม่หลับเกิดจากโรคต่าง ๆ ก็ต้องรักษาโรคเหล่านั้นให้ดีขึ้น อาจรักษาร่วมกับการใช้ยานอนหลับในช่วงเริ่มต้น เมื่อหายดีแล้วก็สามารถหยุดได้ นอกจากนี้การจัดสุขลักษณะการนอนที่ดี ก็เป็นสิ่งจำเป็น หลายคนไปนอนในที่ ๆ ไม่คุ้นเคย ก็ทำให้นอนไม่หลับได้ หรือบางคนมีสภาพแวดล้อมในห้องนอนที่ไม่เหมาะแก่การนอน เช่น มีกลิ่นอับ หรือมีเสียงรบกวน ก็ทำให้นอนไม่หลับได้ ดังนั้นสภาพแวดล้อมสำหรับการนอนหลับจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

- จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ เช่น อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีเสียงอื่นดังรบกวน หรือมีแสงไฟจ้า

- ระลึกไว้อยู่เสมอว่า ห้องนอนมีไว้สำหรับนอนหลับ และหลับนอน (กิจกรรมบนเตียงสำหรับคู่รัก) เท่านั้น

- หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ และงดทานอาหารมื้อดึก เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับได้ ถ้าจะดื่มหรือทาน ควรเป็นอาหารที่ย่อยเร็วอย่าง นมอุ่น ๆ หรือกล้วน 1 ผล ช่วยทำให้หลับได้ดีขึ้น

- การออกกำลังกายในตอนเช้าวันละ 3 - 4 วัน วันละ 20 - 30 นาที จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น และนอนหลับสบายขึ้น

- พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจะทำให้วงจรการนอนของเราไม่มีปัญหา

- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด หรือดูรายการโทรทัศน์ที่เคร่งเครียดหรือสร้างความตื่นเต้นก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้นอนไม่หลับได้

- ถ้ารู้สึกว่าตัวเองนอนไม่หลับ ไม่พยายามหลับ เพราะยิ่งจะทำให้ร่างกายเครียด นอนไม่หลับเข้าไปอีก ลุกขึ้นมาหาอะไรทำสบาย ๆ เช่น อ่านหนังสือธรรมะ เมื่อรู้สึกง่วงแล้วจึงไปนอน

- การใช้ยานอนหลับ สามารถใช้ได้กับคนที่มีอาการนอนไม่หลับแบบชั่วคราว หรือเพิ่งมีอาการไม่นาน ระยะไม่เกิน 1 เดือน จะช่วยทำให้หลับได้ดี และมีอาการดีขึ้นเร็ว แต่ไม่ควรใช้นอนต่อเนื่อง เพราะอาจทำให้ติดยา จนนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้


ลองนำไปใช้แก้ปัญหาดู น่าจะทำให้นอนหลับสบายมากขึ้น แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื้อรัง ควรจะเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์จะดีกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ยินดีต้อนรับ

ชื่อนางสาวรัตนติการณ์  พวงใบดี
ชื่อเล่นแหว๋ว
อายุ20ปี
กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร 
คณะมนุษยศาสตร์ สาขา สารสนเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 2
เกิดวันที่29เดื่อนพฤศจิกายนพ.ศ.2535
ที่อยู่อาศัย 100หมู่8 บ้านนาฮี ตำบลนาฮี อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร


เกร็ดความรู้เพือสุขภาพ



นวดให้ผอม กินให้เผาผลาญ เคล็ดลับหุ่นสวยสมส่วน

เรื่องของรูปร่างและสุขภาพ คือสิ่งที่ผู้หญิงทุกเพศทุกวัยให้ความใส่ใจ และส่งผลให้เกิดเทรนด์การดูแลรูปร่างและการกินเพื่อสุขภาพขึ้นหลายรูปแบบ
เทคนิคการลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หรือพึ่งพาศัลยกรรม พียงแต่ยึดหัวใจหลัก 2 ข้อ นั่นคือการรับประทานอาหารอย่างถูกวิธีหรือที่เรียกว่า โภชนาการบำบัดและการนวดเพื่อให้เรือนร่างเข้ารูปทรงหรือ การปั้นแต่งเรือนร่างให้สวยเหมาะสม
นวดให้ผอม เคล็ดลับเฉพาะอยู่ที่เทคนิคการนวดละลายไขมัน เป็นการนวดตามแนวกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของโลหิต และน้ำเหลือง ช่วยให้ไขมันแตกตัว พร้อมจะนำไปเผาผลาญ คือ ทั้งยังช่วยผลักดันเนื้อที่เป็นส่วนเกินให้กลับเข้าที่ ทำให้รูปร่างมีส่วนโค้งส่วนเว้า ผิวพรรณสดใส และยังช่วยให้ทรวงอกอวบอิ่มขึ้นได้ด้วย โดยการนวนนั้นควรได้รับการนวดบ่อยครั้งในช่วงแรก แล้วจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหากนวดประมาณ 3-4 ครั้งภายใน 2 สัปดาห์
กินให้เผาผลาญ การรับประทานอาหารที่ถูกวิธีไม่ใช่การอดอาหารหรือรับประทานแบบนับจำนวนแคลอรี่ แต่ต้องเริ่มจากการเรียนรู้ระบบย่อยของอาหารแต่ละประเภท และรับประทานอาหารให้ครบ 6 หมู่ ในจำนวนที่เหมาะสมตามสัดส่วนการใช้งาน โดยเน้นให้มีปริมาณโปรตีนถึงระดับ เพราะหากน้อยไปอาจส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ไม่เต็มที่ เช่น มื้อเช้าควรรับประทานโปรตีนประมาณ ? ฝ่ามือ มื้อกลางวัน ? ฝ่ามือ มื้อเย็น 1 ฝ่ามือ หรือหากอยากรับประทานขนมเค้ก ก็เพียงตัดข้าวออกไปครึ่งหนึ่ง เพื่อแทนที่กัน เป็นต้น โดยหลักการนี้เรียกว่า บาลานซ์ฟู้ดหรือรับประทานให้สมดุลกับการที่ร่างกายจะนำไปใช้ และไม่เกิดการสะสม คือไปอ้วนนั่นเอ



ทำไงดีล่ะ เมื่ออาหารที่เราทานส่วนใหญ่มีสารเคมีตกค้าง
ทุกวันนี้วัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร ส่วนใหญ่มีสารเคมีตกค้าง เช่น เนื้อสัตว์มีสารเร่งเนื้อแดง ผักมียาฆ่าแมลงและสารเร่งดอกผล เป็นต้น เพราะฉะนั้นการล้างสารพิษด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ จะทำให้เราลดปริมาณสารเคมีเหล่านี้ได้ ทำให้เราห่างไกลจากโรคภัยอีกด้วย โดยสารอาหารที่จะแนะนำในวันนี้ มีหลายสถาบันวิจัยออกมาแล้วว่าสามารถล้างสารพิษได้ ดังนี้.-
1. สารสกัดจากงาดำ
ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมสุขภาพหลอดเลือดหัวใจ ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจและต้านมะเร็ง
2. สารสกัดจากโรสแมรี่
เป็นสมุนไรที่ชาวโรมันนำมาใช้ล้างพิษตั้งแต่โบราณแล้ว ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มปริมาณเอนไซม์ล้างพิษ และต้านมะเร็งในร่างกายถึง 450 เท่าของปริมาณปกติในร่างกาย
3. สารสกัดจากบีทรูท
อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามิน บี 1 บี 2 บี 3 บี 6 และวิตามินซี นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษที่ตับ ถุงน้ำดี ไต และเป็นสารอาหารที่ช่วยในการสร้างเลือด และลดอาการท้องผูก
4. สารสกัดจากชาเขียว
ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และกำจัดสารพิษในร่างกายให้เร็วยิ่งขึ้น และยังป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร ไต ถุงน้ำดี ผิวหนังและปอด
5. สารกรีนบาร์เลย์
อุดมไปด้วยวิตามินเกลือแร่ กรดอะมิโนและเอนไซม์บำรุงสุขภาพถึง 17 ชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเอนไซม์ที่สำคัญมาก ในขบวนการกำจัดอนุมูลอิสระระดับเซลล์ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราของทุกอวัยวะในร่างกาย และทำให้ผิวพรรณสดใสมีชีวิตชีวาดูอ่อนวัยลง
6. กลุ่มวิตามินล้างพิษ
วิตามิน บี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 12 วิตามินบีรวมเป็นสารอาหารจำเป็น ในกระบวนการล้างพิษของร่างกายในระดับเซลล์ ของทุกๆ อวัยวะทั้งในตับ โดยทำหน้าที่เป็นโค-เอนไซม์ในปฏิกิริยาการล้างพิษ นอกจากนี้วิตามินบีรวม ยังช่วยในขบวนการเผาผลาญโปรตีนและไขมันของร่างกายอีกด้วย
7. สารเบต้าแคโรทีน
วิตามินซี และอี ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระและสารพิษที่สะสมตามเซลล์ต่างๆ ช่วยขจัดพิษจากสารเคมีตกค้าง ช่วยเสริมภูมิต้านทานเพื่อต่อต้านสารพิษในร่างกาย
8. แอปเปิ้ลไฟเบอร์
เป็นเส้นใยธรรมชาติที่ละลายน้ำแล้วพองตัว ช่วยดูดซับไขมันคอเลสเตอรอล กลุ่มไขมัน และสารพิษ โลหะหนักที่สะสมหมักหมมอยู่ในลำไส้และขับถ่ายออก และยังช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีอีกด้วย
9. เมล็ดไซเลียม
เป็นแหล่งเส้นใยธรรมชาติที่ไม่ถูกย่อยสลายจะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ทำให้สารพิษที่สะสมอยู่ในลำไส้ถูกขับถ่ายออกได้ง่ายขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก ชำระล้างพิษในลำไส้ใหญ่ และป้องกันโรคทางเดินอาหาร
10. สารสกัดจากเคลป์
สาหร่ายจากท้องทะเลที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำลายสารพิษต่างๆ เช่นโลหะหนักและสารกัมมันตภาพรังสี ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน จึงช่วยลดน้ำหนักได้
11. กระเจี๊ยบแดง
อุดมไปด้วย วิตามินซี ช่วยขับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะคล่อง ช่วยลดความเข้มข้นของเลือด ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดี ช่วยลดความดันเลือด มีกรดซิตริค ซึ่งเป็นสารให้ความเย็นธรรมชาติ ช่วยลดไข้ ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยบำรุงผิวพรรณ บรรเทาการเกิดสิว และปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนัง มีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ช่วยป้องกันตับถูกทำลาย